ดร.วิชญ์ ล้ำเลิศนภา ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์จากสถาบันเทคโนโลยีชั้นนำ ได้ออกมาเปิดเผยความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการนำสถาปัตยกรรม Microservices ไปใช้แบบผิดทิศทางในหลายองค์กร ส่งผลให้เกิด “ความซับซ้อนที่ควบคุมไม่ได้” แทนที่จะได้มาซึ่งความยืดหยุ่น โดยการแถลงการณ์นี้มีขึ้นในงานสัมมนาเทคโนโลยีประจำปี “Thai Dev Summit 2024” เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งสร้างความตื่นตัวในหมู่นักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้บริหารเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก
ดร.วิชญ์ ชี้ว่าหลายบริษัทเร่งนำ Microservices มาใช้เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ “การแยกส่วนแอปพลิเคชัน” ทำได้ง่ายขึ้นและเพิ่มความรวดเร็วในการพัฒนา แต่กลับละเลยหลักการสำคัญอย่าง “การออกแบบที่ชัดเจน” และ “การสื่อสารระหว่างบริการ” สิ่งนี้ไม่เพียงทำให้เกิดปัญหาคอขวดในการจัดการ แต่ยังเพิ่มภาระงานให้กับ “นักพัฒนาซอฟต์แวร์” ในการดูแลระบบที่ซับซ้อนเกินจำเป็น แทนที่จะใช้ประโยชน์จาก “คอนเทนเนอร์” เพื่อความคล่องตัว หลายองค์กรกลับพบว่าการจัดการ Microservices กลายเป็นฝันร้ายที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม
สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจว่า “ข้อดีของการออกแบบระบบด้วยสถาปัตยกรรมไมโครเซอร์วิสในยุคดิจิทัล” ที่เคยกล่าวอ้างกันมานั้นหายไปไหน? ดร.วิชญ์ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่งที่พยายามเปลี่ยนระบบโมโนลิธิกทั้งหมดเป็น Microservices ภายในเวลา 6 เดือน โดยไม่มีการวางแผนที่รัดกุม ทำให้พบเจอกับปัญหา “ความยืดหยุ่นที่แลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล” และท้ายที่สุดกลับต้องใช้เวลานานกว่าเดิมในการแก้ไขบั๊กและการดูแลรักษาระบบ
สิ่งที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นว่าการเข้าใจถึงบริบทและข้อจำกัดขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญ “ทำไม” Microservices ถึงกลายเป็นดาบสองคมสำหรับหลายธุรกิจ? คำตอบคือการขาดความเข้าใจเชิงลึกว่า “Microservices คืออะไร” นอกเหนือไปจากคำจำกัดความพื้นฐาน และการประยุกต์ใช้โดยปราศจากกลยุทธ์ที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การแยกส่วนแอปพลิเคชัน” อย่างถูกวิธีเพื่อสร้างระบบที่แข็งแกร่งและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในอนาคตอันใกล้นี้ “จะเกิดอะไรต่อ” หากองค์กรยังคงเดินหน้าไปในทิศทางนี้ ดร.วิชญ์ แนะนำว่าเทคโนโลยีจำเป็นต้องหันกลับมาทบทวนการนำ Microservices มาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการอบรม “นักพัฒนาซอฟต์แวร์” ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และการลงทุนในเครื่องมือที่สามารถจัดการ “คอนเทนเนอร์” และการประสานงานระหว่างบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า “ความยืดหยุ่น” ที่แท้จริงของ Microservices จะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนปี 2025
